ภาษาไทย
เข้าสู่ระบบ!! บทความ


สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 13/10/2549
ปรับปรุงเวบเมื่อ 08/11/2561
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 2333
34501067438


หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (2333)
กงล้อสวดมนต์ทิเบต
เครื่องรางของขลัง
เจดีย์,ผอบ,ที่ใส่พระธาตุ
ชาจีน
บทสวดมนต์ทิเบต
ปั้นชาจีน
ผ้าบาติก
พระเครื่องกรุงเทพมหานคร
พระเครื่องภาคอีสาน
พระเครื่องภาคเหนือ
พระเครื่องภาคกลาง
พระเครื่องภาคใต้
พระเครื่องภาคตะวันออก
พระเครื่องภาคตะวันตก
พระเนื้อผง/เนื้อว่าน
เพนดูลัม,ลูกดิ่ง
แหวนนารายณ์ทรงครุฑ
ผ้ายันต์,กระดาษยันต์
พระเครื่องไม่ทราบที่มา
สร้อย/ลูกปัดโบราณ
เหรียญอาจารย์หนู กันภัย
พระพุทธ/พระมหาเถระ
พระกริ่ง/รูปหล่อพระเกจิ
หินอาเก็ต
เหรียญพญาครุฑ
หนังสือทั่วไป
หนังสือหินและอัญมณี
ภาพวาดมันดาลา
หนังสือพระ
หินดีซีไอประเภทลวดลาย
ยันต์อุปถัมภ์แปดทิศ
หินดีซีไอ1- 5 ตา
หินดีซีไอ 6 - 10 ตา
หินดีซีไอ18 และ 21 ตา
เหรียญนั่งพาน/เหรียญเจ้าสัว
หินดีซีไอ 11-15 ตา
อุปกรณ์ชงชา
มุมของเก่าสะสม
เหรียญมหาเทพ/เทวดา
เหรียญรัชกาล
เหรียญเม็ดแตง
ล็อคเกต,แหนบ,เข็มกลัด
กังไส,เครื่องลายคราม
เหรียญสมเด็จพระสังฆราช
ลูกแก้วสารพัดนึก
ธนบัตรขวัญถุง
พระพุทธรูป,พระบูชา
พระเครื่องชุดของขวัญ
ลูกประคำสำหรับสวดมนต์
แหวนพระเกจิอาจารย์
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ








***สวัสดีครับ ท่านที่สนใจสินค้าของทางร้านทุกรายการสามารถโทรสอบถามได้ที่ 0818299638 ***

เว็บบอร์ด
Total: 5:               
 
    
ว่าด้วยเรื่องน้ำมันพืชอันตรายจริงๆตายผ่อนส่ง [No. 0]

มัวติดตามเรื่อง "พายุสุริยะ" หูก็เลยตึงต่อข่าวคราวด้านอื่น ยิ่งได้ยินท่านนายกฯ ฮุนเซน พูดเรื่อง "หยุดยิงถาวร" ในวันเดียว แต่กลับไป-กลับมาร้อยอย่าง หูที่ตึงอยู่แล้วเลยมีอาการถึงขั้นบอด ฉะนั้น วันนี้งดคุยซ้ำ-คุยซาก เรื่องไทย-กัมพูชากันซักวันดีมั้ย แล้วมาคุยกันเรื่อง "น้ำมันพืช" ประเภทปาล์มบ้าง เพราะขึ้นชั้นเป็นปัญหา "ระดับชาติ" ไปแล้ว บรรดาธุรกิจอาหาร และแม่บ้าน-แม่เรือนเดือดร้อนกันยกใหญ่ ถึงขั้นครวญคราง "ขาดน้ำมัน แล้วฉันจะขาดใจ"
 แต่อย่าหาว่าผมพูดจา "วอนเกี๊ยะ" เลย กับการที่น้ำมันพืช ไม่ว่าชนิดไหนจะล้นหรือจะขาดตลาด ผมก็ไม่เห็นเดือดร้อนตรงไหน ตรงกันข้าม การหลีกเลี่ยงอาหารที่ต้องทอด ต้องผัด ต้องผสมน้ำมันพืชได้มากเท่าไหร่ ดูจะทำให้สุขสบายมากกว่าทำให้ต้องเดือดร้อน โวยวายอย่างที่เป็นกันอยู่ด้วยซ้ำ
 ผมก็ไม่รู้ว่าใครเป็นตัวการที่สร้างความเข้าใจว่าน้ำมันพืช ดี-ปลอดภัย เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าน้ำมันจากสัตว์ ประเภทหมูหรือน้ำมันพืชประเภทมะพร้าว
  แต่ผมก็เป็นทาสน้ำมันพืชประเภทปาล์ม ถั่วเหลือง ทานตะวัน อะไรต่างๆ นานาตามเขาไปมานานแล้ว ก็นานตั้งแต่มีอุตสาหกรรมน้ำมันพืชบรรจุขวดขาย และพ่อค้า-แม่ขายเขาโฆษณาหลอกให้เชื่อว่า "ดีกว่า-ปลอดภัยกว่า" นั่นแหละ
 ยิ่งมีวารสารทางสุขภาพออกมา บวกกับพวกมด-หมอเขียนเชิงวิชาการบอกว่า น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว ไม่ดี คอเลสเตอรอลสูง เป็นไข กินเข้าไปแล้วทำให้อ้วน สารพัดโรคถามหา สู้น้ำมันพืชไม่ได้ ผู้คนยุคใหม่เลยพากันเลิกใช้น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าวไปเลย
 อันที่จริง ผมนี่ส่วนหนึ่งโตมาจากขโมยน้ำมันหมูในครัวที่แม่เจียวไว้ทำอาหารมาคลุกข้าวกินแท้ๆ ก็ไม่เห็นเป็นโรคอ้วนอะไร ตรงข้ามกลับผอมซี่โครงบาน มาตอนโตเป็นผู้ดีตีนแดงอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วซัก ๓๐ กว่าปีต่อมานี้แหละ มีการผลิตน้ำพืชขายกัน แล้วบอกว่าน้ำมันหมูอันตราย
 ก็เลยเชื่อตามกันไป หันไปซื้อน้ำมันพืชเป็นขวดๆ มาใช้ ดีอยู่อย่างเดียวคือ ง่ายกว่า-สบายกว่าต้องไปซื้อ "มันเปลวหมู" มาเคี่ยวในกะทะ แล้วใส่โถใส่ชามเก็บไว้ (ให้แมลงสาบลงไปนอนยิ้มเผล่) แต่ดีอย่าง การเคี่ยวน้ำมันหมูใช้เอง จะได้กากหมูอันเป็นอาหาร "อร่อยที่สุดในโลก" เป็นของแถม
 ว่าไปแล้ว "กากหมู" นี่จะเลอเลิศกว่าเนื้อหมูด้วยซ้ำ แต่ต้องกากหมูเจียวใหม่ๆ นะครับ จะฮ้อมมมมหอม แค่หยิบโยนใส่ปากเปล่าๆ ก็ขึ้นสวรรค์แล้ว
 ยามไม่มีอะไรกินจริงๆ เอาคลุกข้าวสวยร้อนๆ เหยาะน้ำมันนิดหน่อย ซอยพริกขี้หนูสวนโรยลงไป กระทอกๆ น้ำปลาจากขวดลงไป ผ่ามะนาวมาซักซีก บีบลงไป ให้น้ำลายที่สอหยดลงไปในชามซักหยด-สองหยด (กันท่าเพื่อนขอแบ่งไงล่ะ)
 คลุกๆ แล้วหม่ำเลย!
 สวรรค์ชั้น ๗ อยู่ตรงนั้นแหละ ลอยระเรี่ยมาตรงหน้าเลย...คุณเอ๊ยยย!
 แต่หลังจากค่านิยม "น้ำมันพืชปลอดภัย-น้ำมันหมูตายแน่" ยึดครองชีวิตคนทั้งประเทศแล้ว ปรากฏว่าโรงพยาบาล "ลูกค้าเพียบ" กระทั่งทุกวันนี้ ไม่มีการค้าใดจะเจริญก้าวหน้าอัตราเติบโตสูงเท่าการค้าโรคภัยไข้เจ็บ โรงพยาบาลน่ะสร้างกันไปเทอะ สร้างเท่าไหร่ก็ล้น
 ส่วนหนึ่งเป็นผลงานของน้ำมันพืช-น้ำมันปาล์มเขาละ ประชากรโลก และประชากรไทย สมบูรณ์พูนทุกข์ด้วย โรคอ้วน โรคคอเลสเตอรอลสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคไต โรคภูมิแพ้ โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ กระทั่งโรค...ฮะแฮ้ม....เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ!
 เพราะอะไรน่ะหรือครับ เพราะน้ำมันพืช-น้ำมันปาล์มที่ขายกันอยู่ตามท้องตลาดทุกวันนี้ การผลิตต้องผ่านกรรมวิธี Transfat และกรรมวิธีนี้ต้องผ่านกระบวนการ "ฟอกสี" ให้ดูสะอาด สวย สดใส แวววาว น่ากิน แล้วก็ต้อง "แต่งกลิ่น" เพื่อไม่ให้เหม็นหืน ยี่ห้อไหนอยากให้มีกลิ่นไหนก็เติมเอา จากนั้นก็ใส่ไฮโดรเจน
 ล้วนแล้วแต่ "สารเคมี" อันเป็นพิษต่อร่างกายทั้งสิ้น ทำให้ระบบเผาผลาญอาหารเสื่อม!
 กินปุ๊บไม่ตายปั๊บหรอกครับ แต่มันสะสมไปเรื่อยๆ แล้วโรคต่างๆ ก็จะตามมา น้ำมันพืชหลายๆ ยี่ห้อชอบโฆษณาว่า "ไม่เป็นไข" นั่นแหละตัวดีนัก ก็จริงของเขาที่โฆษณาว่าไม่เป็นไข แต่ควรทราบว่า น้ำมันพืชที่อยู่ในอุณหภูมิต่ำกว่า ๒๕ องศาฯ จะไม่เป็นไข ดูสดสวย แวววาวดีอยู่
 แต่ถ้าเป็นน้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าวล่ะ เย็นนิดเดียวจับเป็นไขแล้ว คนก็เลยเชื่อตามที่เขาโฆษณาว่า กินน้ำมันพืช-น้ำมันปาล์มปลอดภัยเพราะ "ไม่เป็นไข" ไปจับกระเพาะ-ลำไส้ อย่าไปกินน้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าวเลย เพราะจับเป็นไข กินเข้าไปต้องลงไปเกาะกระเพาะ-ลำไส้ ตายแหงแก๋
 แต่ "คิดผิด-คิดใหม่" กันเถอะครับ!
 เดี๋ยวนี้ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐเขา "คิดใหม่" กันแล้ว เพราะพิสูจน์แล้วว่า น้ำมันพืชที่ผ่านกรรมวิธีมัน "อันตราย" ทำให้อาหารที่ว่าคือยา กลายเป็น "ยาพิษ" ในหลายๆ เมืองของสหรัฐเขาเตือนให้ประชาชนทราบ และธุรกิจอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดใหญ่ๆ ของสหรัฐ เลิกใช้น้ำมันพืชที่ผ่านกรรมวิธีแล้ว
 ที่เป็นจริงก็คือว่า อุณหภูมิในร่างกายคนเราอยู่ที่ประมาณ ๓๗ องศาฯ ด้วยอุณหภูมิระดับนี้ เมื่อน้ำมันพืช-น้ำมันปาล์มเข้าไปในร่างกาย จะกลายเป็น "กาวเหนียวๆ" เกาะติดตั้งแต่ผนังลำคอ ลำไส้เล็ก ลงไปถึงลำไส้ใหญ่ ต่อให้กินผักหญ้าลงไปเพื่อให้กวาดน้ำมัน หรืออย่างที่บอกว่า กินมันๆแล้วให้กินน้ำชาแก่ๆ ลงไปล้าง
 กินผักเป็นเข่ง กินน้ำชาเป็นตุ่ม ก็ไม่สามารถล้างกาวเหนียวๆ จากน้ำมันพืชได้เลย!
 และเขาค้นพบแล้วว่า น้ำมันจากสัตว์ และน้ำมันมะพร้าว เมื่อเข้าไปอยู่ในร่างกายคนเรา "จะไม่เป็นไข" และละลายกับน้ำได้ ทำให้ผนังลำไส้เล็กดูดซึมสารอาหารต่างๆ ไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้
 ส่วนน้ำมันพืช น้ำมันปาล์มนั้น อย่างที่บอก เข้าไปเกาะเคลือบผนังลำคอ ลำไส้ กระเพาะ ทำให้ดูดซึมไม่ได้ โดยเฉพาะน้ำก็ไม่เข้าร่างกาย พอกินน้ำเข้าไป ก็จะตกเป็นภาระของไตที่ต้องทำงานหนักพาน้ำไปลงกระเพาะปัสสาวะ เราจะพบว่าปวดปัสสาวะเร็วและบ่อยเมื่อกินน้ำ
 และวิตามินอะไรที่มากับน้ำท่านทราบมั้ย? วิตามินบี และซี ไงครับ เมื่อน้ำซึมเข้าร่างกายไม่ได้ ดื่มเข้าไปไตก็พาไปลงท่อปัสสาวะหมด จะทำให้ท่านสมองเฉื่อย ความจำสั้น ถ้าเป็นหญิง มีลูกต้องระวังจะเป็นโรคออทิสติก นี่เพราะขาดวิตามินบี นอกจากนั้นยังจะเป็นโรคภูมิแพ้ โรคหวัดเรื้อรัง และเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย เพราะขาดวิตามีนซี
 ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ผมว่าเองนะครับ หากแต่มีเป็นวิชาการเผยแพร่ทั่วไป นานแล้วด้วย ใครต่อใครก็ส่งมาให้ผมหลายเจ้า เพิ่งอยากจะคุยวันนี้เท่านั้นเอง และเชื่อว่าเมื่อคุยไปวันนี้ จะต้องมีหลายท่านส่งข้อคัดค้านมา ผมก็รับฟังครับ เพราะที่บอกไปนี่ก็ฟังเขามา ฉะนั้น เมื่อท่านจะบอกอีกด้าน ก็ไม่มีเหตุผลที่ผมจะไม่รับฟัง
 เขาบอกให้ทดลองง่ายๆ ด้วยตัวเองดูก็ได้ว่าจริง-ไม่จริง ให้เอาน้ำมันพืชใช่ภาชนะ แล้วเอาไปตากแดดไว้ซัก ๑๐ นาที ให้ได้อุณหภูมิใกล้เคียงกับร่างกายมนุษย์เรา คือประมาณ ๓๐-๓๗ องศาฯ แล้วลองเช็ดน้ำมันออก จะพบว่าเช็ดออกยากมาก จะเป็นแบบเมือกกาวติดภาชนะ ติดกะทะ ติดเครื่องครัว ล้างไม่มีทางออก
 ต้องใช้ "กรด" เท่านั้นถึงล้างออก!
 นี่คือผลของน้ำมันพืช น้ำมันปาล์มที่ผลิตโดยผ่านกรรมวิธี เมื่อโดนความร้อนด้วยอุณหภูมิในร่างกายแล้ว จะเป็นเมือกกาวเกาะแน่น ตรงข้ามกับน้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว ตากแดดแล้วล้างออกง่าย
 ก็อย่าเพิ่งเชื่อผม รู้ไว้ดับความกลุ้มในภาวะ "น้ำมันปาล์ม" ขาดตลาดก็พอ อันที่จริงแล้ว ในเนื้อสัตว์ที่กินกันก็มีน้ำมันพออยู่แล้ว ฉะนั้น ลดๆ กินน้ำมันพืชลงไปบ้าง คงไม่ถึงขั้นชักแหงกๆๆๆๆหรอก เจียวไข่ไม่ใช้น้ำมันก็อร่อยจะตาย สำคัญแต่ว่าเจียวเป็นมั้ยเท่านั้น
 ท่านเคยสังเกตครัวที่ใช้ทำอาหารประจำไหม ถ้าใช้น้ำมันพืชประจำ ที่กระเด็นเกาะพื้น เกาะผนัง แม้กระทั่งควันจากการทำอาหาร เมื่อทิ้งไว้นานๆ ทำความสะอาดยากจริงๆ!
 เดี๋ยวนี้ผมเห็นคนหันสู่วิถีดั้งเดิม คือเจียวน้ำมันหมูใช้กันบ้างแล้ว แต่น้ำมันมะพร้าว "โคตรแพง" ผมหมายถึงน้ำมันมะพร้าวแท้ๆ ทำสดๆ ใหม่ๆ สำหรับประกอบอาหารกินเอง ไม่ใช่ซื้อเป็นปี๊บในเชิงอุตสาหกรรม ผมไปที่ชลบุรี เห็นเขาซื้อมะพร้าวห้าวที่แพง-แสนแพงเวลานี้มาเคี่ยว กว่าจะได้ซักขวดแม่โขงก็แทบตาย
 ถามว่าเท่าไหร่ เขาตอบว่า ๔๐๐!
 แต่ ๔๐๐ ก็ไม่มีให้นะครับ ต้องจอง-ต้องแย่งกันเหมือนทอง เพราะของเขา ๑๐๐% เห็นความยากลำบากในการเคี่ยว ๕๐๐ ก็ยังถูกไปด้วยซ้ำ!
 จบดีกว่า ปันส่วน "น้ำมันปาล์ม" ได้มา ก็อย่ายกขวดซดกันจนหมดครั้งเดียวล่ะ!

ที่มาข้อมูล http://www.thaipost.net/news/190211/34597

By : sam  email  (อ่าน 1606 | ตอบ 5)  (19/02/2554 14:42:00)
ความคิดเห็นที่ 1

น้ำมันพืช อันตรายกว่าน้ำมันหมู และ น้ำมันมะพร้าวถูกต้องค่ะ เลยนำเว๊ปนี้มาให้ได้อ่านกัน

http://www.pendulumthai.com/smf/index.php?topic=1372.0

 

By : poongpluy  email  (19/02/2554 18:31:30)
ความคิดเห็นที่ 2

น่ากลัวมากๆ กลับไปใช้วิถีแบบบ้านๆเราดีกว่า กินน้ำมันหมูกันเถอะมันไม่ตกค้างในร่างกายหรอกถ้ารู้จักออกกำลังกายดื่มชาไล่ได้ไขมันพวกนี้ไม่สะสมมาก คนจีนกินมาเป็นพันๆปีแล้วครับท่าน

By : หน่อย  email  (20/02/2554 10:58:03)
ความคิดเห็นที่ 3

ขอเข้าร่วมชมรมกิน้ำมันหมูด้วยคน อิอิอิอิ

By : แก้ว  email  (04/03/2554 15:06:15)
ความคิดเห็นที่ 4

น่ากลัวนะน้ำมันพืชเนี่ย เพิ่งตาสว่าง แล้วไมมันแพงจังน้ำมันปาล์ม

By : num  email  (05/03/2554 10:03:39)
ความคิดเห็นที่ 5

เมื่อวานผมไปซื้อมันหมูมา 1 กิโล 50 บาท เจียวเอาน้ำมันได้ ตั้ง 1กิโล เก็บใว้ใช้ได้อีกนาน  แถมเอากากหมูที่เหลือจากการเจียวน้ำมัน มาผัดพริกได้อีกตั้งจานเบ้อเริ่มครับ อร่อยเหาะเลยเชียว อย่างนี้เรียกว่าได้สองเด้ง กินน้ำมันหมูดีกว่านะจ๊ะ

By : แซม  email  (06/03/2554 11:46:11)
Total: 5:               
 
    
เสนอความคิดเห็น
รายละเอียด : *
รูปภาพ :
(นามสกุลไฟล์ควรเป็น [ jpg , jpeg , gif ] และไฟล์ไม่เกิน 100 Kb)
ชื่อ : *
อีเมล์ :
* กรุณากรอกตัวอักษรและตัวเลขให้ถูกต้อง
 

สินค้า/บริการ แนะนํา...
QR CODE
กงล้อสวดมนต์ทิเบตประดับหินสี
มีผู้บูชาไปแล้วครับ
กงล้อสวดมนต์ทิเบตประดับหินสี
มีผู้บูชาไปแล้วครับ
กงล้อสวดมนต์ทิเบตประดับหินสี
มีผู้บูชาไปแล้วครับ
กงล้อสวดมนต์ทิเบตประดับหินสี
มีผู้บูชาไปแล้วครับ
กงล้อสวดมนต์ทิเบตประดับหินสี
ราคา 550.00 บ.
กงล้อสวดมนต์ทิเบตประดับหินสี
ราคา 650.00 บ.
 


หินธิเบต



© 2001-2010. TARAD.com. All Rights Reserved.